ที่มา: จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2536 วันที่ 3-5 มิถุนายน พ.ศ. 2553
เปิดโมเดลธุรกิจ 'พรีบิลท์'
หลังเก็บเกี่ยวประสบการณ์ จากการรับเหมาก่อสร้าง โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มาอย่างโชกโชน จนรู้จุดอ่อนจุดแข็งของธุรกิจนี้เป็นอย่างดี ในที่สุด บริษัท พรีบิลท์ จำกัด (มหาชน) ก็ได้ปรับแผนธุรกิจเบนเข็มแตกแขนง หันมาพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นอีกธุรกิจหนึ่งจากเดิมที่มีเพียง 2 ธุรกิจหลักคือรับเหมาก่อสร้างและขายแผ่นพื้นคอนกรีตพีซีเอ็ม เท่านั้น

การพลิกผันตัวเองมาเป็นดีเวลอปเปอร์ในครั้งนี้ มีความเป็นมา เป็นไปอย่างไร คุณวิโรจน์ เจริญตรา กรรมการผู้จัดการ มีคำตอบ

ชิมลางคอนโดซอยร่วมฤดีมูลค่า 300 ล้านบาท
เหตุผลหลักที่ทำให้ บริษัท พรีบิลท์ฯ หันมาเปิดตลาดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั้น เป็นเพราะผลตอบแทนสูงกว่าธุรกิจรับเหมาก่อสร้างหลังจากที่ได้ชิมลางโครงการลงทุนคอนโดมิเนียม โครงการ เดอะเทมโป (The Tempo) ภา่ยใต้ บริษัท บิลท์แลนด์ จำกัด ตั้งอยู่ซอยร่วมฤดี 1 เป็นโครงการแรกซึ่งประสบผลสำเร็จมากสามารถปิดการขายหมดภายในวันเดียว โดยตั้งราคาตารางเมตรละ 1 แสนบาท เป็นโครงการมูลค่า 300 ล้านบาท มีห้องพัก 79 ยูนิต สร้างเป็นอาคารสูง 8 ชั้น ที่จะก่อสร้างให้แล้วเสร็จและรับรู้รายได้ตั้งแต่ปลายปีนี้และต้นปีหน้า
หลังจากประสบความสำเร็จจากโครงการแรกจึงมีแผนที่จะเปิดโครงการคอนโดมิเนียมแห่งที่สองชื่อ เดอะเทมโป 2 ตั้งอยู่ พหลโยธิน ซอย 2 มูลค่าโครงการ 300 ล้านบาท เปิดขายราวเดือนสิงหาคม มีจำนวนห้องพัก 79 ยูนิต โดยขนาดเล็กสุดจะอยู่ที่ 45 ตารางเมตร ซึ่งจะเป็นการขายในลักษณะห้องพักพร้อมเฟอร์นิเจอร์ ตั้งอยู่ในขนาดพื้นที่ 300 ตารางวา อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าสนามเป้า และอารีย์ฯ ประมาณ 400 เมตร มีทางออกไปถนนวิภาวดีรังสิต

เป้าปี 54 ผุด 3 โครงการมูลค่าพันล้าน
จากนั้นก็ยังตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2554 จะเปิดโครงการใหม่อีก 3 โครงการมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้มีการศึกษาถึงแผนการลงทุนที่อยู่อาศัยแนวราบ ซึ่งจะเป็นทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ โดยยึดแนวรถไฟฟ้าชานเมืองเป็นหลัก อาจจะเป็นย่านรัตนาธิเบศน์ รถไฟฟ้าสายสีม่วง แนวรถไฟฟ้ารอบนอก รวมถึงหัวเมืองหลักด้วย ซึ่งลักษณะโครงการจะเป็นที่อยู่อาศัย ระดับราคายูนิตละ 3 ล้านบาทขึ้นไป

ทั้งนี้มองว่ายังมีช่องว่างทางการตลาดสำหรับ กลุ่มลูกค้าคนที่ทำงานในเมือง แต่ไม่อยากอยู่คอนโดมิเนียมในเมือง แต่ต้องการเข้าเมืองในระยะเวลาอันรวดเร็ว และกำลังมองหาที่ดิน 5-10 ไร่ เตรียมไว้พัฒนาและเตรียมเม็ดเงิน 200 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินเตรียมพัฒนา


จุดแข็งสร้างเองต้นทุนต่ำมาร์จินสูง
ในมุมมองนี้ยอมรับว่า ที่อยู่อาศัยแนวสูงในเมืองเริ่มอิ่มตัว และมีราคาแพงมากหาที่ดินลำบาก แต่จะถือว่าโอเวอร์ซัพพลายหรือไม่นั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ ทำเลที่ตั้ง และราคาที่เหมาสมหรือไม่ เพราะก้าเป็นห้องชุดราคาตารางเมตรล่ะเกือบ 2 แสนบาท อาจจะขายยยากเพราะแพงเกินไป แต่ในมุมมองนี้คิดว่ายังมีโอกาสในการลงทุน ถ้าหากมั่นใจว่าทำเลดี และราคาเหมาะสมหรือต่ำกว่าคู่แข่งขัน ความต้องการทางการตลาดยังมีอยู่

"ในขณะที่จุดเด่นของ พรีบิลท์ จะอยู่ที่ต้นทุนต่ำเพราะเป็นผู้รับเหมาเอง ทำให้ควบคุมต้นทุนได้ ขณะเดียวกันก็มีโอกาส ความพร้อมทั้งเงินทุน คุณภาพสินค้าดี แต่ราคาที่ถูกกว่า การขายและการก่อสร้าง สามารถควบคุมระยะเวลาในการก่อสร้างได้ ซึ่งตรงนี้จะเป็นหัวใจหลักในการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งหมายถึงรายได้ ที่ถือเป็นจุดแข็งที่ดีกว่าเหนือกว่าคู่แข่็ง"

ปรับสัดส่วนกำไรจากอสังหาฯ 60%
มองในแง่อัตราผลตอบแทนจะเห็นว่า การรับเหมาก่อสร้างนั้นมาร์จินต่ำ อัตราผลตอบแทนกำไร ไม่เกิน 10% เทียบเกับ อสังหาริมทรัพย์แล้วสูงถึง 30% แต่เป้าหมายของบริษัทในภาคอสังหาฯ ก็ต้องเติบโตแบบมั่นคงค่อยเป็นค่อยไป ไม่ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องขึ้น 1 ใน 10 ของบริษัทชั้นนำ แต่ต้องโตแบบยั่งยืน

ทั้งนี้คาดว่าปลายปี 2553 น่าจะเริ่มรับรู้รายได้จาก เดอะ เทมโป ซอยร่วมฤดี ประมา๊ณ 20-30% ไตรมาสแรกของปี 2554 อีก 70% ซึ่งพอดีกับการปิดโครงการแรกและเริ่มก่อสร้างโครงการที่สอง ที่เริ่มรับรู้รายได้ปลายปี 2554 เป้าหมายในปีหน้าสัดส่วนกำไรจะมาจากภาคอสังหาริมทรัพย์ 60% รับเหมากับวัสดุก่อสร้าง 40%

ส่วนผลประกอบการในปี 2553 จะขยายตัวประมาณ 30% เมื่อเทียบกับปี 2552 ส่วนในปี 2554 จะโต 20% มีงานที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง รอเซ็นสัญญาและรอผลการประชุมอีกหลายโครงการ อาทิ ล่าสุดได้เซ็นสัญญา สร้างคอนโดมิเนียม 42 ชั้น มูลค่า 1,113 ล้านบาท จากบริษัท ทีซีซีซีแอล อโสก จำกัด เริ่มก่อสร้างในวันที่ 1 มิถุนายน เสร็จมิถุนายนปี 2555

สิ้นปี 53 ฟันรายได้ 2 พันล้าน
นอกจากนี้ยังมีอีก 2 โครงการใหม่ มูลค่า 1,170 ล้านบาท คือ เดอะ โอเรียลเต็ล บีช คอนโดมิเนียม ระยอง 136 ล้านบาท และ วิลล่า อโศก ถนนเพชรบุรี มูลค่า 1,040 ล้านบาท นอกเหนือจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างประมูลอีก 4 โครงการมูลค่า 1,700 ล้านบาท และคาดว่าจะมีรายได้อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท สิ้นปี 2555 โดยขณะนี้มีแบ็กล็อกอยู่ในมือ หรือการรับรู้รายได้ประมาณ 2,670 ล้านบาท ที่จะรับรู้รายได้ในปีนี้ประมาณ 60% และที่เหลือ 40% จะรับรู้รายได้ ในปี 2554

"ปีนี้ปีหน้าไม่ค่อยห่วงเรื่องงานรับเหมาก่อสร้างเพราะมีโครงการใหม่ๆ เปิดประมูลมากจนแทบจะรับงานไม่ทัน แต่ที่น่าห่วงคือหลังจากปี 2554 หรือปีถัดไป ยังไม่มีความชัดเจนในสถานการณ์การเมืองที่ไม่นิ่ง"